Monday, September 27, 2010

ประวัตินาฬิกา Ennebi


Ennebi Fondale : photo from the Internet
ประวัติ Ennebi เรียบเรียงจากเว็บของ ennebi โดย WatchKzy.com 


Luniano Nincheri และ Alessandro Bettarini ได้ก่อตั้งยี่ห้อ Ennebi (เอน เน บี้) ขึ้นมาในปี 2004 โดยมีเป้าหมายคือการออกแบบและสร้างนาฬิกาด้วยการใช้เทคโนโลยีล่าสุดในขณะที่ ยังคงไว้ซึ่งความมีเอกลักษณ์ของงานทำมือตามประเพณีการสร้างนาฬิกาตามแบบฉบับอิตาเลี่ยน

ทีมงานที่ออกแบบและดูแลทางด้านวิศวกรรมที่ใช้ในการสร้าง Ennebi นั้น เป็นทีมงานที่เคยทำหน้าที่สร้างเครื่องมือต่างๆให้กับกองทัพเรืออิตาลี ซึ่งตัว Dr. Bettarini เองนั้นเคยทำงานวิจัยและพัฒนาด้านวิศวกรรมในบริษัทแห่งหนึ่งในเมือง Florence ซึ่งตอนนี้ได้ปิดตัวไปแล้ว (ผู้แปล: หมายถึงบริษัทดั้งเดิมของ Panerai นั่นเอง) ส่วน Nincheri นั้นเป็นผู้เชี่ยวชาญในเรื่องเทคโนโลยีต่างๆรับหน้าที่ในการวิจัยและพัฒนา


ถึงแม้ว่าผู้ก่อตั้ง Ennebi จะเคยทำงานที่ Panerai มาก่อน แต่การออกแบบและพัฒนานาฬิกาของ Ennebi นั้นไม่ได้มีแีรงบันดาลใจหรือว่านำมาจาก Panerai แต่อย่างใด ทุกอย่างถูกออกแบบและพัฒนาขึ้นมาใหม่ และใช้ supplier ในอิตาลีแทบทั้งหมด


ก่อนจะมาเป็น Ennebi
ย้อนไปไกลถึงสมัยสงครามโลกครั้งที่หนึ่งเพิ่งจบลงได้เพียงไม่กี่ปี คือในปี 1925 คุณพ่อของ Alessandro Bettarini ซึ่งก็คือ Armando Bettarini  ด้วยอายุเพียง 20 ปี เค้าได้ตั้ง workshop เล็กๆขึ้นมา ซึ่งรับงาน จำพวกงานกลึงและงานสร้างต่างๆ โดยใช้เวลาเพียงไม่กี่ปีบริษัทก็โตขึ้น และก็มีพนักงานคนแรก หลังจาก นั้นเค้าก็เริ่มสร้างสัมพันธ์กับบริษัทใหญ่ๆในเมือง Florence  ทำให้ต้องมีเครื่องมือและพนักงานที่มากขึ้น ด้วยเหตุนี้เองทำให้บริษัทต้องย้ายที่บ่อยๆเพื่อให้ได้พื้นที่มากขึ้น ซึ่งก็มีบริษัทที่ร่วมด้วยเป็นบริษัทที่ส่งสินค้าให้กับกระทรวงสงครามของ อิตาลีด้วย ผลงานที่โดดเด่นชิ้นหนึ่งของบริษัทของ Armando Bettarini คือ "หูยักษ์" (ตามรูป 1.) ซึ่งเป็นกรวยอลูมิเนียมขนาดยักษ์ เครื่องมือนี้จะติดตั้งบนรถ โดยมีจุดประสงค์เพื่อ "ฟังเสียงเครื่องบิน" แล้วแปลข้อมูลทิศทางและระดับความสูงของเครื่องบินข้าศึก เพื่อส่งต่อให้กับฝ่ายติดตามอากาศยานจัดการต่อไป ตามปกติผู้ใช้งานเครื่องมือชนิดนี้จะเป็นคนตาบอดสองคน เพราะว่าพวกเค้าจะมีหูที่ไวกว่าคนธรรมดา
ในสมัยนั้น บริษัทตั้งอยู่ใกล้ๆ Ponte Vecchio และ Palazzo Pitti บริเวณกลางเมือง โดยบริษัทมีห้องสองสามห้อง 

รูปที่ 1. หูยักษ์
เดือนสิงหาคม ปี 1944 เมือง Florence เป็นสนามรบระหว่างกองทหาร Anglo-American ซึ่งมุ่งขึ้นเหนือ กับ กองทหารเยอรมันกับ Salo' Republic มีการก่อสงครามขึ้นหลายครั้งในเมือง โดยเยอรมันได้ทำลายสะพานทั้งหมด ยกเว้นสะพาน Ponte Vecchio เพื่อขัดขวางการเดินทางของกองทหาร Anglo-American แต่อย่างไรก็ตามมีการทำลายอาคารทั้งหมดที่ตั้งอยู่สองฝั่งของสะพาน Ponte Vecchio ที่พาดข้ามแม่น้ำ Arno ซึ่งบริษัทของ Armando Bettarini ก็อยู่ระหว่างตึกเหล่านั้น (ตามรูป 2.) นั่นคือบริษัทตั้งอยู่กลางสนามรบเลย สิ่งที่เค้าและพนักงานทำได้คือพยายามเก็บอุปกรณ์เครื่องมือที่ยังใช้งานได้ เอาไว้ให้มากที่สุดเพื่อจะได้ไปเริ่มใหม่ที่อื่นโดยเร็วที่สุด ซึ่งก็ได้ที่ใหม่เป็นอาคารสองชั้นอยู่ชานเมือง Florence  

รูปที่ 2 บริเวณสะพาน Ponte Vecchio ในวงกลมสีแดงคือบริษัทเดิมของ Armando Bettarini


ปี 1965 Armando Bettarini ป่วยหนัก ทำให้ Alessandro Bettarini (จะเรียกว่า Dr. Bettarini) ต้องเริ่มทำงานในโรงงานของพ่อเค้า ในปี 1970 Dr.Bettarini กับ Luciano Nincheri ได้ช่วยกันสร้างเครื่องกลึงแบบควบคุมอัตโนมัติขึ้นมา (สมัยนี้ก็คือ CNC นั่นเอง) 

ปี 1980 บริษัทของ Dr.Bettarini ก็ได้เป็น Supplier ให้กับ Officine Panerai (หรือ PAM ที่เราๆรู้จักกันดี) เป็นอยู่หลายปี และ Panerai ก็จ้าง Dr.Bettarini ทำงานเลย ซึ่งงานหลักคืองานวิจัยที่ทางกองทัพเรืออิตาลีสั่งมา ทำอยู่หลายปีจนได้เป็นผู้จัดการฝ่ายออกแบบด้านจักรกลของ Officine Panerai ด้วยตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายการออกแบบนี่เอง ทำให้ Dr.Bettarini ได้มีประสบการณ์เกี่ยวกับอุปกรณ์ที่ใช้ทำงานใต้น้ำและนาฬิการุ่นที่สร้าง ขึ้นมาเพื่อสนองความต้องการของฝ่ายกองทัพ ไม่ว่าจะเป็นของอิตาลีหรือของประเทศอื่น แต่ทาง Panerai เองก็ไม่ได้ผลิตนาฬิกาอยู่นานเหมือนกันเพราะมัวแต่ผลิตอุปกรณ์อื่นๆ 

ปี 1982 Dr.Bettarini ได้เป็นคนเริ่มติดต่อบริษัทที่เกี่ยวข้องกับการทำนาฬิกา ซึ่งเค้าจำได้ดีว่าได้โชว์นาฬิกา Panerai รุ่น  "Egiziano" ให้กับผู้จัดการผ่ายการค้าของบริษัทใน Milan ชื่อ บริษัท BINDA ซึ่งก็ได้รับความสนใจที่จะร่วมมือกันทางธุรกิจ แต่ว่าทางประธานของ Panerai ได้ปฏิเสธข้อเสนอไป เพราะเค้าไม่ต้องการความร่วมมือในระดับเดียวกัน เค้าต้องการเป็นผู้นำ ยิ่งไปกว่านั้น Panerai มีคำสั่งซื้อมากมายจากกองทัพเรืออิตาลี ทำให้ Panerai ไม่ต้องการให้พนักงานไปเสียเวลาทำกิจกรรมอย่างอื่นที่ไม่เกี่ยวข้อง ซึ่งทาง Dr.Bettarini เองก็ได้ยืนยันจุดยืนของตัวเองจนกระทั่ง Panerai ตัดสินใจที่จะผลิตนาฬิกาขึ้นมาสำหรับนักประดาน้ำจู่โจมของกองทัพเรืออิตาลี จุดประสงค์คือการสร้างอุปกรณ์อันทันสมัยขึ้นมา หลังจากที่ฝ่ายผลิตนาฬิกาได้หยุดเคลื่อนไหวมานาน นาฬิกาที่ผลิตขึ้นมาตอนนั้นมีกระเดื่องล๊อคเม็ดมะยมด้วย แต่ในทางเทคนิคแล้วไม่มีความจำเป็น แต่ที่ยังคงไว้เป็นเรื่องของประวัติศาสตร์นั่นเอง ตัวเรือนเป็น Titanium พร้อมหน้าปัดที่มีพรายน้ำ และ กระจกSapphire โดยใช้กลไกแบบขึ้นลานอัตโนมัติ และ เข็มวินาที ที่ทำให้เห็นได้ชัดว่านาฬิกาทำงานอยู่หรือเปล่า มีการสร้างตัวต้นแบบขึ้นมาสองสามเรือน และส่งไปให้กับหน่วยประดาน้ำจู่โจมของกองทัพเรืออิตาลีได้ทำ การทดสอบ ซึ่งผลการสอบออกมาค่อนข้างดี แต่ว่าก็ไม่มีการสั่งซื้อ

ปี 1985 ทั้งนาฬิกาและเครื่องมืออื่นๆของ Panerai ได้ถูกนำไปแสดงที่งานแสดงของทหารเรือที่ Genova ซึ่งเป็นครั้งสุดท้ายที่งานนี้จัดในอิตาลี และที่งานนี้เองนาฬิกาได้ถูกขโมยไปจากตู้แสดง แต่ที่แปลกที่สุด คือนาฬิกากลับมายังตู้แสดงในวันสุดท้ายของงาน
เป็นเวลาหลายปีที่ Panerai หยุดผลิตนาฬิกา อุปกรณ์ที่สวมข้อมือที่ผลิตในตอนนั้นคือเข็มทิศและเครื่องวัดความลึก ซึ่งได้รับคำสั่งซื้อจากหน่วยงานของกองทัพอิตาลี และ กองทัพจากต่างประเทศ


ในช่วงปลายทศวรรต 80 สำนักพิมพ์แห่งหนึ่งชื่อ Ermanno Arbertelli Editore ได้ตีพิมพ์หนังสือเกี่ยวกับ
อุปกรณ์ ที่ใช้โดยนักประดาน้ำจู่โจมในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ในบทหนึ่งของหนังสือนี้ชื่อ "I MEZZID'ASSALTO DELLA Xa FLOTTIGLIA MAS" ("ASSAULT DEVICES OF THE Xa FLEET MAS") ซึ่งผู้เขียนคือ  Marco Spertini และ Erminio Bagnasco ได้กล่างถึง เข็มทิศสวมข้อมือ เครื่อเชื่อมใต้น้ำ และนาฬิกา ที่ผลิตโดย Officine Panerai ในระหว่างนั้นก็มีสำนักพิมพ์ญี่ปุ่นที่ทำหนังสือเกี่ยวกับนาฬิกา ได้มีความสนใจที่จะพิมพ์หนังสือนี้สำหรับนักสะสมนาฬิกชาวญี่ปุ่น จึงมีความสนใจส่งนักเขียนไปเยี่ยมชมโรงงานผลิตของ Officine Panerai และด้วยเหตุการณ์นี้เองทำให้ Panerai ได้คิดถึงการผลิตนาฬิกาออกมาขายให้กับบุคคลทั่วไปด้วย เพราะคำสั่งซื้อจากกองทัพก็ลดลงมากเช่นกัน


รูปที่ 3 หนังสือญี่ปุ่นที่เขียนเกี่ยวกับเครื่องมือของ Panerai (Dr. Bettarini คือคนที่อยู่ซ้ายสุดแถวสอง)


นาฬิกาชุดแรกผลิตใน SWISS เพื่อความสะดวกในสร้างตัวเรือน การประกอบ ไปจนถึงการทดสอบ ในสมัยนั้นผลิตออกมาสองแบบคือ Luminor และ Mare Nostrum ซึ่งก็อย่างที่รู้กันว่า Luminor นั้นขายดีมาก ส่วน Mare Nostrum นั้นไม่ได้รับความนิยมเท่าไหร่

นาฬิกาชุดที่สองผลิตใน Italy ทั้งหมด ซึ่ง Supplier เกือบทั้งหมดอยู่ในเมือง Florence นั่นเอง ต่อมา Panerai ประสพปัญหาด้านการเงินจึงได้ขายส่วนของการผลิตนาฬิการวมไปถึงยี่ห้อ Panerai ไปให้กับกลุ่ม VLG  การขายครั้งนี้มีการสรุปเสร็จสิ้นก่อนที่นาฬิกาชุดที่สองจะผลิตแล้วเสร็จ จึงทำให้นาฬิกาที่ผลิตขึ้นมาเป็นของเจ้าของใหม่ (VLG) นั่นเอง
เนื่องด้วยการขายในครั้งนั้น ทำให้ Dr.Bettarini ต้องทำงานกับเจ้าของใหม่ และอยู่ภายใต้บริษัทใน
Florence ซึ่งเปลี่ยนชื่อไปเป็น Panerai Sistemi โดยทำอยู่ทั้งหมด 4 ปี บริษัทในโบโลเนีย (Bologna) ชื่อ Calzozi ซึ่งทำงานเกี่ยวกับการทหาร ก็ได้ทำการซื้อ Panerai Sistemi ไป
หลัง จากออกจาก Panerai แล้ว Dr.Bettarini ก็ได้ติดต่อกับเพื่อนเก่า Luciano Nincheri คุยกันเกี่ยวกับ ความเป็นไปได้ในการสร้างนาฬิกาขึ้นมา ซึ่งมีความตั้งใจที่จะสานต่อประเพณีของ Florence ที่สูญหายไป เมื่อครั้งที่ยี่ห้อ Officine Panerai ได้ถูกขายไป และหาความต่อเนื่องระหว่างอดีตกับปัจจุบัน หลายปีผ่านไปเนื่องด้วยความไม่แน่นอนหลายประการทำให้ยังไม่ได้เริ่มโปรเจ็ค


ด้วย ความต้องการของทั้งสองคน ให้ในที่สุดก็ได้ตั้งบริษัท ENNEBI (เกิดจากชื่อสกุลของทั้งสองคนมาผสมกัน) มาถึงตอนนี้จุดประสงค์ได้เปลี่ยนไป ทั้งสองไม่ต้องการความต่อเนื่องจากอดีตที่เกี่ยวข้องกับบริษัทที่ Dr.Bettarini เคยทำงานอยู่ (ผู้แปล: ซึ่งก็หมายถึง Officine Panerai นั่นเอง) อีกต่อไป


ผลิตภัณฑ์ ของ ENNEBI ควรมีระดับด้วยตัวเอง ซึ่งสิ่งที่ต้องการเน้นย้ำคือ  ความเป็นอิตาลี (Italian) โดยเฉพาะเรื่องที่มาของสินค้า ทาง ENNEBI ได้ใช้วัสดุในอิตาลีและ supplier เป็นบริษัทในอิตาลีมากที่สุด
เท่าที่จะทำได้


เดือน กุมภาพันธ์ 2004 บริษัท ENNEBI ได้ถูกก่อตั้งขึ้นมา โดยมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่ Chianti แถวชานเมือง Florence นาฬิการุ่นแรกของ ENNEBI ผลิตขึ้นหลังจากตั้งบริษัทขึ้นมา 6 เดือน เพื่อเป็นเครื่องมือสำหรับมืออาชีพ ซึ่งรุ่นแรกนี้คือ FONDALE (FON-DA-LY) ซึ่งเน้นการใช้งานในสภาพแวดล้อมที่ใช้งานจริง


รูปที๋ 4 Clean Room ที่ใช้ในการประกอบเครื่องมือและนาฬิกา
เดือน กุมภาพันธ์ 2005 สำนักงานใหญ่ได้ย้ายไป Prato และในปีนี้ ENNEBI ได้มีการตกลงเซ็นสัญญากับ F.lli Elmi เจ้าของกลุ่มอุตสาหกรรมใน Prato ซึ่งผลิตเครื่องจักรกลแบบ Hi-Tech ตั้งแต่การออกแบบทางวิศวกรรมไปจนถึงตีพิมพ์คู่มือทางเทคนิคด้วย ซึ่งนาฬิกาของ ENNEBI จะถูกประกอบภายใน Clean Room ของ F.lli Elmi จากความร่วมมือนี้เองทำให้ ENNEBI ได้เข้าถึงเครื่องมือและบุคคลากรที่มีคุณภาพสูงอันส่งผลให้นาฬิกาที่ได้มี ความน่าเชื่อถือสูงสุด
ต่อจาก FONDALE ก็มีรุ่นอื่นๆผลิตออกมาดังนี้:
    * MICTOFO, นาฬิกาที่ผลิตตามสเปคจากหน่วยงานแห่งหนึ่งภายใต้กองทัพเรืออิตาลี
    * FIR และ VI NATIONS, นาฬิกาที่ผลิตตามความต้องการของ Italian Rugby Federation;
    * CALAMO, ปากกา ทองคำ และ เงิน ผลิตให้กับนักสะสมโดยเฉพาะ
    * BUFO, นาฬิกาสำหรับสุภาพสตรี ใช้กลไก Quartz
    * SALMO, เข็มทิศสวมข้อมือสำหรับงานใต้น้ำ
    * NAUCRATES PRO, เครื่องมือนำทางใต้น้ำ
    * IX REGGIMENTO, นาฬิกาที่ผลิตตามสเปคจาก XI Reggimento "Col Moschin" Corps.


นาฬิกาทั้งหมดนี้ผลิตจำนวนน้อยและถูกตรวจสอบทุกระยะในการผลิต นาฬิกาแต่ละเรือนจะมีการสลักตัว
เลขเพื่อใช้ในการอ้างอิง โดยที่เอกสารที่มากับนาฬิกาจะมีหมายเลขเดียวกันกับตัวเรือน


สำหรับ Ennebi นั้นมีตัวแทนจำหน่ายในประเทศไทยคือ WatchKzy บริหารงานโดย punkky

Saturday, September 25, 2010

เป็นตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการของนาฬิกา สองยี่ห้อดัง

นับเป็นก้าวสำคัญของ WatchKzy ครับ ที่ได้รับความไว้วางใจ ให้เป็นตัวแทนจำหน่ายนาฬิกา ยี่ห้อดัง สองยี่ห้อ จากเยอรมัน และ อิตาลี

+ Steinhart : นาฬิกาชั้นดีจากเยอรมัน ราคาไม่แพง ผลิตใน SWISS ทุกรุ่น เราเป็นตัวแทนจำหน่ายแต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทยครับ ดังนั้นนาฬิกาที่ซื้อจากเราตั้งแต่เดือน ก.ย. 2553 จะมีการรับประกัน 2 ปีเหมือนกับซื้อจากเยอรมันเองเลยครับ ราคาเริ่มต้นที่ประมาณ 18,000 บาท เท่านั้น
Patek PhilippeSteinhart 44mmSteinhart 44mm

-  Ennebi : นาฬิกาสำหรับนักสะสมโดยเฉพาะ ผลิตในอิตาลี เราได้รับการแต่งตั้งอย่างเป็นทางการให้เป็นผู้แทนจำหน่ายนาฬิกา Ennebi จาก Italy แต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย (Ennebi Thailand Distributor) สำหรับนาฬิกา Lot แรกจะเข้ามาประมาณปลายเดือน ก.ย.นี้ครับ (รูปได้รับอนุญาติจากเจ้าของรูปที่ gnomon แล้วครับ) ราคาเริ่มต้นที่ประมาณ 100,000 บาทขึ้นไป
Ennebi ThailandEnnebi นาฬิกาต้นแบบของ Paneraiตัวแทนจำหน่าย Ennebi

Friday, August 20, 2010

สายนาโต้มาใหม่จากอังกฤษ ลายพรางทหาร


มาใหม่ล่าสุดครับสายลายพรางทหาร ใส่เท่ห์ไม่เหมือนใครจริงๆ นอกจากนั้นสายนาโต้ เส้นนี้ยังผลิตจากอังกฤษแท้ๆเลยครับ ใส่กับนาฬิกาที่แนวๆทหารหน่อยจะเข้ามากๆครับ เช่น Laco เรือนข้างล่างนี้

อย่าลืมอยากได้สาย Nato แท้จากอังกฤษต้องที่ ร้านขายสาย Nato ของแท้ เท่านั้น

Saturday, August 7, 2010

Nato straps in Stock


Nato straps in Stock, originally uploaded by WatchKzy.
แรกเริ่มเดิมที ผมเริ่มมีสายนาโต้จากการซื้อมาใช้กับนาฬิกาส่วนตัว พวก Rolex Submariner, Explorer II และอื่นๆ ตอนแรกสุดมีเพียงสองสีคือ ดำ-เทา James bond และ สีดำล้วน ร้านผมตอนนั้นจึงมีเพียง 2 สีนี้ขาย

พอเริ่มมีคนมาเห็นว่าที่ร้าน WatchKzy มีสายนาโต้ขาย ก็เริ่มมีคำเรียกร้องอยากได้สีนั้นสีนี้ ผมก็เพิ่มสีมาเรื่อยๆ จนปัจจุบันนี้มี 20 สี และกำลังเพิ่มขึ้นอีกอย่างน้อย 1 สี คือสีลายพรางแบบทหาร

ผมต้องขอขอบคุณทุกท่านที่ให้การสนับสนุนเสมอมาครับ

สายนาโต้สีต่างๆเหล่านี้ซื้อได้ที่ร้านขายสายนาโต้ WatchKzy.com ครับ

Tuesday, July 20, 2010

รีวิวสายนาฬิกาของแท้

รีวิวสายนาโต้ของแท้ โดยพี่หรั่ง (tokeirei) แห่ง Siamnaliga.com

รีวิวสายนาโต้ของแท้จากอังกฤษ

ซึ่งสายนาโต้ของแท้นั้นมีขายที่ WatchKzy.com ในราคาที่ถือว่าถูกมาก เพราะซื้อจากร้านในต่างประเทศต้องอย่างน้อย USD 40 ยังไม่รวมค่าส่งอีกต่างหากครับ ตอนนี้สายจากอังกฤษของเรามีสองแบบครับ คือ James Bond เทา-ดำ และ ธงชาติฝรั่งเศษ แดง-ขาว-น้ำเงิน

สายนาโต้ James Bond สายนาโต้ธงชาติฝรั่งเศส

ข้อดีของสายนาโต้คือ
- ใส่ลุยได้สบาย ลงน้ำก็ได้ แห้งเร็ว
- น้ำหนักเบา
- กรณี Spring Bar หรือที่ยึดสายกับนาฬิกา หลุดไปชิ้นนึง นาฬิกาก็ยังไม่หล่นพื้น เป็นการเสริมความปลอดภัยต่อนาฬิกา
- ไม่เกี่ยงว่า ข้อมือเล็กหรือข้อมือใหญ่ ใส่ได้สบายๆ
- ได้อารมณ์ร่วมประวัติศาสตร์ :)

Tuesday, June 8, 2010

รีวิว Laco Black Pilot's Watch Limited Edition 50 เรือน

รีวิว Laco Black Pilot’s Watch Limited Edition  สุดยอดนาฬิกานักบินจากผู้จากเยอรมันผู้ซึ่งผลิตนาฬิกาส่งกองทัพเยอรมันสมัยสงครามโลกครั้งที่สองอย่างแท้จริง



Laco เป็นนาฬิกาเยอรมันที่มีประวัติยาวนานประมาณ 85  ปี ( ก่อตั้งในปี 1925) มีความโดดเด่นในเรื่องการผลิตนาฬิกาส่งกองทัพอากาศของเยอรมันในสมัย สงครามโลกครั้งที่สอง โดยนาฬิกาเหล่านี้จัดเป็นยุทธภัณฑ์ นาฬิกาที่ใช้ในกองทัพจึงไม่มียี่ห้อบนหน้าปัดแต่มีการสลัก FL23883  ไว้ที่ข้างตัวเรือน บางครั้งก็สลักที่ด้านในของฝาหลัง


ตัวเรือนขนาดใหญ่ 55mm สำหรับ Laco รุ่นดั้งเดิม ที่ใช้่ในกองทัพ


ฝาหลังด้านในสลักรายละเอียดต่างๆ และ FL23883 คือหมายเลขประจำนาฬิกานักบิน

นาฬิกา สำหรับนักบินรบนั้นมีชื่อเป็นภาษาเยอรมันคือ Beobachtungsuhren หรือย่อว่า B-Uhren  สำหรับผู้ผลิตนาฬิกาที่ได้รับเลือกให้ผลิตนาฬิกาส่งกองทัพเยอรมันมีเพียง 5 รายเท่านั้น คือ A.Lange & Sohne, International Watch Company, Laco, Stowa และ Wempe ( http://www.calibremagazine.com/node/305 ) อย่างที่ทราบกันว่า Lange และ IWC  นั้นราคาสูงมาก ส่วน Wempe นั้นก็ไม่ได้ผลิตนาฬิกานักบินแล้ว ราคานาฬิกาของยี่ห้อนี้ก็สูงลิ่วเช่นกัน ส่วน Stowa นั้นราคายังอยู่ในช่วงที่เอื้อมถึงแต่การซื้อก็ทำได้ยากเพราะว่าไม่มีร้าน ค้าตัวแทนจำหน่ายในประเทศไทย ยังมีเหลือก็แต่ Laco เท่านั้นที่มีตัวแทนจำหน่ายในประเทศไทย และตอนนี้ก็ได้ผลิตรุ่นพิเศษคือ Laco Black Pilot’s Watch ผลิตออกมาในจำนวนจำกัดเพียง 50 เรือนในโลกเท่านั้น
จึงถือโอกาสนี้นำมารีวิวถึงรายละเอียดกันครับ

ตัวเรือนและเม็ดมะยม
ตัว เรือนของ Laco Black Pilot นั้นสร้างจาก Stainless Steel 316L ผ่านการชุบแข็งแบบ PVD เป็นสีดำ มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 42mm แต่เนื่องจากเป็นสีดำอาจจะทำให้ดูไม่ใหญ่เมื่อเทียบกับนาฬิกาขนาดเดียวกัน ตัวเรือนได้รับการออกแบบใหม่เพื่อให้แตกต่างจากตัวเรือนรุ่นอื่นๆของ Laco  โดยเฉพาะที่ขาหรือ Lug ของนาฬิกาได้ทำการออกแบบให้โค้งรับกับข้อมือมากขึ้น (รุ่นอื่นๆขาจะเป็นตรงๆ ทำให้ใส่แล้วกางถ้าข้อมือเล็กครับ) ขนาดความกว้างระหว่างขา 20mm ซึ่งเป็นขนาดมาตรฐาน ทำให้สามารถหาสายเปลี่ยนได้ง่าย รวมถึงถ้าต้องการใส่กับสาย Nato  ก็ใส่ได้สบายมาก ได้่อารมณ์ทหาร สำหรับเม็ดมะยมนั้นไม่ได้เป็นแบบขันเกลียวเนื่องจากว่าไม่ใช่นาฬิกาดำน้ำ การกันน้ำอยู่ที่ 50m ซึ่งหมายถึงใส่ล้างมือหรือโดนฝนได้ แต่ไม่ถึงขนาดเอาไปแช่น้ำได้


ตัวเรือนขนาด 42mm


เปรียบเทียบขนาดกับ Panerai ขนาด 44mm


ด้านข้างตัวเรือน


Lug โค้ง มีขนาด 20mm


ใส่กับสายนาฬิโต้ก็สวยดีเหมือนกัน

กระจก
กระจก Shappire ป้องกันรอยขูดขีดได้ดี มีการเคลือบกันแสงสะท้อนระดับหนึ่ง แต่ก็ยังมีแสงสะท้อนอยู่บ้างเล็กน้อย

หน้าปัด
หน้าปัดของนาฬิกานักบินจะมีสองแบบคือ Type A และ Type B :
Type A  จะมีเครื่องหมายสามเหลี่ยมและจุดสองจุดแสดงตำแหน่ง 12 นาฬิกา และมีตัวเลขกำกับที่ตำแหน่งชั่วโมง เพื่อให้อ่านเวลาได้ง่าย หน้าปัดแบบนี้ผลิตในช่วงปี 1940-1941


หน้าปัด Type A ใน Laco รุ่น Bangkok Limited

Type B จะมีวงสองวงซ้อนกันโดยวงเล็กด้านในแสดงชั่วโมง และวงใหญ่ด้านนอกแสดงนาที ซึ่งหน้าปัดแบบ Type B นี้อ่านเวลาได้ง่ายจริงๆครับ เพราะเข็มสั้นจะชี้ตัวเลขชั่วโมง และ ชี้ตัวเลขนาทีเลย หน้าปัดแบบนี้ผลิตตั้งแต่ปี 1941 เพื่อใช้แทนหน้าปัดแบบ Type A


หน้าปัด Type B ใน Laco Black Pilot’s watch

สำหรับ Laco Black Pilot นั้นเป็นหน้าปัดแบบ Type B จึงทำให้อ่านเวลาได้ง่าย และได้เพิ่มช่องวันที่เพื่อช่วยให้ผู้สวมใส่สามารถใช้งานนาฬิกานี้ในชีวิต ประจำวันได้ง่ายขึ้น
พรายน้ำแบบ Superluminova บนหน้าปัดมีไว้เพื่อช่วยให้มองเห็นในที่มีแสงน้อยได้ดี เนื่องจากขีดพรายน้ำมีขนาดผอม ความสว่างของพรายน้ำจึงอาจจะสู้พวกที่เป็นนาฬิกาดำน้ำที่ีมีพื้นที่พรายน้ำ ขนาดใหญ่ได้


พรายน้ำสว่างระดับหนึ่ง


เปรียบเทียบกับนาฬิการุ่นอื่นๆ

กลไก
Laco Black Pilot ใช้กลไกแบบขึ้นลานอัตโนมัตหรือ Automatic มาตรฐานจาก SWISS รุ่น ETA 2824-2 เก็บพลังงานได้ประมาณ 42 ชั่วโมงเมื่อขึ้นลานเต็ม ความเที่ยงตรงอยู่ในระดับทั่วไป แต่ก็ไม่ได้วัดว่าวันหนึ่งผิดพลาดไปกี่วินาที เท่าที่ใช้งานดูก็ไม่ได้รู้สึกว่าจะเดินช้าหรือเร็วมากมายนักครับ แน่นอนว่าการใช้กลไกจาก SWISS ทำให้เชื่อถือได้ถึงประสิทธิภาพ และไม่ต้องห่วงว่าเวลาเสียแล้วจะซ่อมไม่ได้

ฝาหลัง
ฝาหลัง เป็น Stainless Steel มีสลักรูปนักบินใส่หมวกนักบินสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง ขอบด้านนอกสลักตัวเลขแสดงถึงการผลิตจำนวนจำกัด และ MADE IN GERMANY



สายหนัง
สาย หนังวัวผลิตพิเศษมีรูระบายอากาศด้วย ไม่เคยเห็นสายแบบนี้ใช้ในยี่ห้ออื่นครับ นอกจากสายสีดำที่ติดมากับตัวเรือนแล้ว ในกล่องยังมีสายสีน้ำตาลแถมมาด้วยอีกเส้นหนึ่ง เพื่อให้สลับกันใส่ให้เข้ากับการแต่งกายหรือว่าจะเปลี่ยนสายเพื่อเปลี่ยน อารมณ์ของนาฬิกาก็ได้ สายทั้งสองเส้นมี buckle รมดำติดมาด้วยเลย จึงทำให้ไม่ต้องถอดเปลี่ยน buckle เวลาเปลี่ยนสาย


สายหนังมีรูระบายอากาศด้วย


สายสำรองสีน้ำตาล

กล่องหนัง
นาฬิกา Laco Black Pilot มาในกล่องหนังยาว สีดำ ใช้ซิปในการเปิดปิด ภายในกล่องมีคู่มือการใช้งานนาฬิกา และ สายสำรอง



สรุป
Laco Black Pilot’s Watch นั้นได้ผลิตจากผู้ผลิตที่มีประวัติศาสตร์เกี่ยวข้องกับการบินอย่างแท้จริง โดยมีการเพิ่มความพิเศษคือ ตัวเรือนแบบรมดำ PVD และ วันที่ เพื่อให้ใช่ในชีวิตประจำวันได้ง่ายขึ้น นอกจากนั้นความพิเศษที่สุดคือ มีเพียง 50 เรือนในโลก ด้วยราคาตั้งที่ 32500 บาท คงหานาฬิกาที่ผลิตน้อยขนาดนี้และมีราคาเพียงเท่านี้ไม่ได้อีกแล้วครับ ท่านที่มองหานาฬิกานักบินแท้ๆจากเยอรมันก็ไม่ควรมองข้ามนาฬิการุ่นนี้ไปครับ ตอนนี้ยังมีเหลืออยู่บ้าง สนใจก็สั่งซื้อได้ที่ WatchKzy.com : a Laco Distributor
แต่อีกไม่นานนี้จะมีการประมูลเริ่มราคา 1  บาทที่ Watchkan.com กรุณาติดตาม facebook ของ WatchKan   เพื่อจะได้รับข่าวก่อนใครครับ


[เพิ่มเติม ณ วันที่ 19 ก.พ. 2556 : WatchKzy.com ไม่ได้เป็นตัวแทนจำหน่าย Laco แล้ว และ Hroyy.com ได้เปลี่ยนชื่อเป็น WatchKan.com]



Specification
ตัวเรือน: Stainless Steel 316L เคลือบแข็งสีดำ PVD ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 42mm ตัวเรือนแบบใหม่ Laco ไม่เคยทำมาก่อน
กระจกหน้าปัด: เป็น Sapphire Crystal
หน้าปัด: แยก วงแสดงเลขชั่วโมง กับ เลขนาที ออกจากกัน ทำให้ดูเวลาง่าย และพรายน้ำเป็น Superluminova ทำให้สามารถอ่านเวลาได้ชัดเจนในสภาวะแสงน้อย พร้อมช่องแสดงวันที่
กลไก: เป็นกลไก SWISS MADE ขึ้นลานอัตโนมัติ (Automatic)รุ่น ETA 2824-2
การกันน้ำ: 50m
สาย: สายหนังอย่างดีสองชุด สีดำ และ สีน้ำตาล มีช่องระบายอากาศ ไม่ให้อับชื้น
อื่นๆ: เม็ดมะยมขนาดใหญ่ และกล่องหนังพิเศษ

ข้อมูลและรูปภาพโดย punkky เจ้าของเว็บไซต์ http://www.watchkzy.com เนื้อหาโพสต์ครั้งแรกที่ ริวิวนาฬิกานักบิน  แห่งเว็บซื้อขายนาฬิกา วอชคัน.คอม

Saturday, May 22, 2010

รีวิว พาเนอราย PANERAI PAM 249

Review PANERAI PAM 249
ถ้าเห็นรูปไม่เต็มกรุณาคลิก รีวิว PAM 249 เพื่อดูรูปเต็มๆ 
PAM 249  เป็นนาฬิกาหน้าตาแปลกตัวเลขครึ่งบนเป็นเลขโรมัน ครึ่งล่างเป็นเลขอารบิค แว๊บแรกที่เห็นรู้สึกว่ามันไม่สวยเลย แต่พอเห็นบ่อยเข้าก็เห็นว่ามันสวยดีเหมือนกัน ประกอบกับช่วงนี้เริ่มหายากซักนิด ก็เลยชักอยากได้ขึ้นมากระทันหัน ไปโพสต์เล่นๆว่าอยากได้ใน facebook ก็มีเพื่อนมาเสนอก็เลยไปรับมาอยู่ด้วยจนถึงทุกวันนี้ PAM 249 เป็นนาฬิกาที่ผมชอบมากเรือนหนึ่งเลย ทุกอย่างค่อนข้างลงตัว ใส่ไปไหนมาไหนมีคนทักบ่อยๆแม้เค้าจะไม่รู้จักยี่ห้อนี้ และมันก็ไม่ได้เขียนยี่ห้อไว้บนหน้าปัด PAM 249 มีคู่แฝดคือ  PAM 262 ซึ่งสิ่งที่แตกต่างกันคือ  PAM 249 ตัวเรือนเป็น Stainless Steel และหน้าปัดสีดำ ส่วน PAM 262 ตัวเรือนเป็น Platinum หน้าปัดสีน้ำตาลครับ
Review PAM 249 California Dial
Panerai PAM 249

ประวัติ โดยย่อของ Panerai
สาเหตุ ที่ Panerai  มีความดังจัดขนาดนี้ เค้าว่ากันว่าเป็นเพราะมันมีประวัติศาสตร์ที่ดี เราก็ลองมาดูประวัติเค้าสักนิด (ประวัติของ Panerai นี้ผมสรุปความมาจากหนังสือ PANERAI Style Book II  ต้นฉบับภาษาญี่ปุ่น )


โฉมหน้า Giovanni Panerai ผู้ก่อตั้ง Panerai

ย้อน ไปในปี 1860 Giovanni Panerai (มีชีวิตอยู่ในช่วงปี 1825-1897) ได้สร้างร้านนาฬิกาขึ้นมาชื่อ Orologeria G.Panerai&Co.ในเมืองฟลอเรนซ์ประเทศอิตาลี โดย Giovanni นั้นถือว่าเป็นผู้ก่อตั้ง Panerai ขึ้นมา ถึงแม้ว่าขณะนั้นยังไม่มีนาฬิกาเป็นของตัวเอง  นาฬิกาที่ขายอยู่ในร้านเป็นนาฬิกาชั้นนำจากสวิส และด้วยฝีมือในการซ่อมสร้างนาฬิกาของ Giovanni ทำให้ร้านเค้ามีชื่อเสียงมากในวงการนาฬิกาของอิตาลี ถึงขนาดสร้างเป็นโรงเรียนนาฬิกาแห่งแรกของฟลอเรนซ์เลยทีเดียว ซึ่งร้านนาฬิกาแห่งนี้ก็ตกทอดไปถึงลูกชายของเค้าชื่อว่า Leon Francesco แต่กว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่กับร้านนาฬิกาแห่งนี้ก็ต้องใช้เวลา ประมาณ 30 ปี คือในปี 1890 ลูกชายของ ​Leon Francesco ซึ่งก็คือ Guido  Panerai เปลี่ยนชื่อร้านเป็น Orologeria  Svizzera และเค้ามองว่าถ้าอยากจะทำธุรกิจด้านนาฬิกานั้นต้องเป็นนาฬิกาจากสวิสเท่า นั้นจึงได้ทำการตลาดอย่างหนักหน่วง โดยติดต่อเป็นตัวแทนจำหน่ายนาฬิกายี่ห้อดังของสวิส ไม่ว่าจะเป็น Rolex, Vacheron, Longines, Patek Phillipe ด้วยชื่อเสียงที่สั่งสมมาของร้านในเรื่องฝีมือทำให้ร้าน Orologeria  Svizzera ขายนาฬิกาดีเป็นเทน้ำเทท่า

Guido Panerai หลานของ Giovanni

จาก การเป็นนักธุรกิจที่ไม่หยุดยั้ง Guido จึงได้ทำการขยายกิจการไปทำอุปกรณ์ที่เกี่ยวกับเครื่องมือต่างๆที่เป็นกลไก เช่น เครื่องมือวัดความลึก เข็มทิศ ซึ่งก็นับเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้ Panerai ได้มีคอนเนคชั่นกับกองทัพเรืออิตาลีที่เรียกว่า Marina Militare  นั่นเอง และต่อมา PANERAI ก็ได้เป็นผู้จัดทำเครื่องมือเหล่านี้ส่งให้กับกองทัพเรืออย่างเป็นทางการ

ระหว่าง นั้นก็เกิดเหตุการณ์หลาย อย่างเช่น การย้ายร้านไปอยู่อีกถนนหนึ่ง ซึ่งก็ไม่น่าสนใจจำเท่าไหร่ มาดูเนื้อที่สำคัญๆดีกว่า คือในปี 1936 นั้นทางกองทัพเรืออยากได้นาฬิกาสำหรับนักประดาน้ำหรือมนุษย์กบ (frogman) ซึ่งนาฬิกานี้ต้องใช้งานได้จริงใต้น้ำ ก็คืออ่านเวลาได้จริงๆแม้ในที่ไม่มีแสง และกันน้ำได้ดีๆ ซึ่งก็มีนาฬิกาหลายยี่ห้อส่งเข้าไปทดสอบแต่ก็ไม่มีใครผ่านการทดสอบนั้น กองทัพเรือเลยขอให้ ทาง ​Panerai  ทำนาฬิกาอย่างที่ต้องการหน่อย ซึ่ง Panerai ก็ได้สร้าง Radiomir รุ่นแรกออกมาคือรุ่น 3646 ซึ่งก็มีหลายรูปแบบ ซึ่งในรูปแบบหนึ่งก็มีหน้าตาดังในรูปนี้แหละครับ ซึ่งนาฬิการุ่นนี้ก็ผ่านการทดสอบทุกอย่างด้วยดี อย่างที่บอกไปแล้วว่า Panerai เค้าทำเครื่องมือเป็นหลักมาก่อน ดังนั้นนาฬิการุ่นนี้จึงใช้กลไกรวมทั้งเม็ดมะยมและฝาหลังจาก Rolex สำหรับ PAM 249 ที่อยู่ในรีวิวนี้ก็ทำขึ้นมาย้อนยุคไปถึง Radiomir รุ่นแรกนี้นั่นและ จำนวนผลิต 1936 เรือนก็มาจากปีที่ออกรุ่นนี้มาเป็นครั้งแรกนั่นเอง

Panerai รุ่นปี 1936

จาก นั้นอีกสองปี ในปี 1938  Panerai  ก็ได้ผลิตนาฬิกา Radiomir ส่งให้กองทัพเรืออิตาลีอย่างเป็นทางการ ซึ่งก็มีหน้าตาดังรูปข้างล่างนี้ ซึ่งมันก็เป็นตัวต้นแบบของ PAM 232 นั่นเอง  (จะนำมารีวิวในคราวหน้า)

Panerai รุ่นปี 1938

ปัจจุบัน Officine Panerai อยู่ภายใต้ Richmond Group  และผลิตนาฬิกาปีนึงเพียงไม่มากรุ่นละไม่เกิน 3000 เรือน ซึ่งการผลิตจำนวนน้อยก็มีส่วนทำให้นาฬิกา Panerai แทบทุกรุ่นขายดีมากเพราะว่ามีจำนวนน้อยนั่นเอง
ก็ทราบประวัติคร่าวๆของ Panerai ไปแล้วนะครับ ต่อไปก็ไปดูส่วนประกอบของ PAM 249 ทีละส่วนกันเลยนะครับ

กระจกกันหน้าปัด หรือ Crystal
เส้น ผ่านศูนย์กลางของกระจกประมาณ 42 mm เนื่องจาก PAM 249 นั้น PANERAI ได้สร้างขึ้นมาตามแบบของนาฬิกาในสมัยปี 1936 ดังนั้นเพื่อให้คงค
วามดั้ง เดิมให้มากที่สุด PANERAI จึงได้เลือกใช้ plaxiglas ซึ่งเราจะรู้จักกันในอีกชื่อหนึ่งคือ อคลีลิค (acrylic) นั่นแหละครับ ในการปกป้องหน้าปัดจากฝุ่นผงต่างๆแทนการใช้ Sapphire Crystal เหมือนกับนาฬิกาชั้นดีทั่วๆไป  ซึ่ง plexiglas นี้มีความหนาประมาณ 2mm เป็นโดมนูนออกมาอย่างเห็นได้ชัด โดยรวมแล้วก็ดูสวยงามโดดเด่นมาก แต่ข้อด้อยที่ชัดเจนของ plexiglas คือไม่ทนทานต่อการขูดขีด เพราะเพียงมีฝุ่นเกาะบน crystal แล้วเราเผลอเอาผ้าไปเช็ดหรือเอามือไปลูบ มันก็ทำให้เกิดรอยขนแมวได้ทันทีเลยครับ ด้วยเหตุนี้ PAM 249 จึงมาพร้อมกับ plexiglas crystal สำรองอีกหนึ่งอัน
อย่างไรก็ตามการใช้ plexiglas  ก็ทำให้ PAM 249 มีความพิเศษขึ้นไปอีก เพราะว่าเป็น PANERAI รุ่นปัจจุบันเพียงรุ่นเดียวที่ใช้  plexiglas ซึ่งรุ่นอื่นๆจะเป็น Sapphire Crystal กันทั้งนั้น


Plexiglas ที่นูนขึ้นมาทำให้ดูเด่นดี


Plexiglas สำรองที่แถมมาในตลับพลาสติค

หน้าปัดแและเข็ม Dial and Hands
จุด เด่นที่สำคัญของ PAM249 คือหน้าปัดที่เรียกกันว่า California Dial ซึ่งเท่าที่ค้นดูที่ชื่อแบบนี้ก็เพราะว่าโรงงานแรกสุดที่ทำหน้าปัดแบบนี้ ตั้งอยู่ใน California หน้าปัดแบบนี้จะใช้เลขโรมันในครึ่งบนของหน้าปัด และ เลขอารบิคในครึ่งล่างของหน้าปัด ไม่มียี่ห้อบนหน้าปัด พรายน้ำบนหน้าปัดเป็นแบบ paint คือการแต้ม Luminova ลงบนหน้าปัดด้วยมือ แล้วเข้าเตาอบ ผลออกมาจึงไม่เนียนเหมือนกับที่ใช้เครื่องพิมพ์เหมือนนาฬิกาบางยี่ห้อ สีของพรายน้ำจะออกเป็น
สีออกเหลืองเลียนแบบนาฬิกาเก่า แต่พอสว่างจะเป็นสีเขียวสว่างสดใส ส่วนเข็มเป็นสีน้ำเงิน ซึ่งเห็นตอนแรกดูงานไม่ค่อยดี แต่พอลองส่องใกล้ๆดูแล้วเห็นได้ว่ามันเป็นสีน้ำเงินเงาสวยมาก พรายน้ำบนเข็มสีเดียวกับบนหน้าปัดดูแล้วกลมกลืนดี หน้าปัดมีสีดำและมีขีดแบ่งย่อย 60 ขีด เพื่อให้อ่านค่านาทีได้ใกล้เคียงมากขึ้น

Blue Hands on the dial PAM249
เข็มสีน้ำเงินบนหน้าปัดแบบ California Dial


พรายน้ำสีเขียวสว่างสดใส

ตัวเรือน Case
ตัว เรือนทรงหมอนสี่เหลี่ยมหรือที่เรียกว่า Cushion Shape มีขนาดกว้าง-ยาว ประมาณ 47x47 mm (ไม่ได้วัดละเอียดกลัวเครื่องมือไปโดนตัวเรือนแล้วจะเป็นรอย ยิ้ม ) ส่วนที่เป็นโลหะทั้งหมดสร้างขึ้นจาก Stainless Steel 316L ขัดเงา สลักคำว่า PANERAI ไว้ที่ระหว่างขาของตัวเรือนตำแหน่ง 6 นาฬิกา ส่วนที่ตำแหน่ง 12 นาฬิกา สลักคำว่า OPUS FACERE ซึ่งเป็นภาษาลาติน ของคำว่า OFFICINE งานสลักตัวอักษรคมชัดดีมาก การที่มีสลักยี่ห้อไว้ที่ตัวเรือนก็นับเป็นจุดพิเศษของ PAM 249 อีกจุดหนึ่ง ซึ่งผมก็ไม่อาจทราบได้ว่าเป็นจุดที่นักสะสมมองกันหรือเปล่าแต่ผมคิดว่ามัน แปลกดี ดูไม่เหมือนนาฬิการาคาแพงอื่นๆที่ปะยี่ห้อหราแสดงถึงความมียี่ห้อของตัวเอง


PANERAI ถูกสลักไว้ที่ตำแหน่ง 6 นาฬิกา


OPUS FACEREถูกสลักไว้ที่ตำแหน่ง 12 นาฬิกา

เม็ดมะยม Crown
เม็ด มะยมเป็นแบบขันเกลียวแต่ก็ไม่ได้เสริมการกันน้ำเท่าไหร่ เพราะรุ่นนี้กันน้ำได้เพียง 30m เท่านั้น เม็ดมะยมรุ่นนี้ก็มีความพิเศษต่างจาก Panerai Radiomir รุ่นอื่นๆ ตรงที่ด้านหัวสลักเป็นตัวอักษร OP แทนที่จะเป็นรูป Logo ซึ่งผมก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่ามีกี่รุ่นที่มีเม็ดมะยมเป็น OP แบบนี้ เพราะเคยเห็นแบบ OP ในรุ่นเก่าๆ แต่รุ่นใหม่ๆจะเป็น logo ทั้งหมด


OP สลักบนเม็ดมะยม

ขานาฬิกา Lugs
ใน รุ่นดั้งเดิมสมัยอดีตนั้นขาสายจะเชื่อมติดกับ ตัวเรือนนาฬิกาเลย ทำให้ต้องใช้สายแบบเปิดปลายหรือ Opened End Strap แล้วให้ช่างเย็บสายเข้ากับตัวเรือนเลย นับว่าเป็นความยุ่งยาก พอควรในการจะเปลี่ยนสายแต่ละครั้ง สำหรับใน PAM 249 นี้ เราสามารถถอดเปลี่ยนสายเองได้โดยง่ายเพียงขันสกรู 4 ตัวที่ยืดขาสายออกจากตัวเรือน

Screw for changing strap, PAM 249 california dial
สกรูอยู่ที่ใกล้ๆมุมของตัวเรือนทั้ง 4 มุุม

กลไก Movement
PAM 249 ใช้กลไกมาตรฐานรุ่น OP X ของ PANERAI ซึ่งมีใช้ในรุ่นปกติทั่วไป เป็นกลไกที่ดัดแปลงจาก Unitas 6497 โดยตัดสะพานจักรเป็นรูปร่างเฉพาะของ PANERAI และเพิ่มพลังงานสำรอง เป็น 56 ชั่วโมง Unitas นั้นเป็นกลไกที่น่าเชื่อถือ เท่าที่สัมผัสมาในหลายๆยี่ห้อ ไม่ค่อยมีปัญหาอะไร อีกอย่างนาฬิการุ่นนี้ไม่มีเข็มวินาที ดังนั้นความผิดพลาดวันหนึ่งก็มองไม่ค่อยชัดครับ


กลไก OP X

OP X movement for Panerai
กลไก OP X อีกมุมหนึ่ง

ฝาหลัง Case back
ฝา หลังเปลือยเผยให้เห็นกลไกที่อยู่ภายใน มีการสลัก OFFICINE PANERAI และ BREVETTATO อันหมายถึง Patented หรือ จดสิทธิบัตรไว้แล้ว) และหมายเลขlimited */1936 มีสัญลักษณ์รูปปลา ตามด้วย 30m ซึ่งมีความหมายว่ากันน้ำได้  30m


ด้านหลังสวยงาม

สายหนัง Strap
PAM 249 มาพร้อมสายหนังวัวสีแทน (TAN) ขนาด 26x24mm พร้อม buckle แบบหางปลาวาฬขนาด 24mm เย็บติดมาเลย สายนี้ใช้ไปก็จะมีรอยดำตรงที่ buckle รัดสาย แต่ก็นับว่าเป็นสายที่สวยและหนังก็ดีมากเลย แต่ตามประเพณีของนักเล่น Panerai คือสายเส้นเดียวไม่เคยพอ ดังนั้นก็ต้องหาสายที่ชอบมาเปลี่ยนใส่กันได้ตามแต่ใครจะชอบแบบไหน PAM 249 ไม่ได้แถมไขควงสำหรับเปลี่ยนสายมาด้วย ถ้าจะเปลี่ยนสายก็ใช้ไขควงปากแบนขนาด 1.4mm หรือ 1.6mm ก็ได้ในการไขสกรูที่ยึดขานาฬิกาทั้งสี่ตัวออกมา เนื่องจากระยะระหว่างตัวเรือนกับขาสายค่อนข้างแคบ ดังนั้นสายที่จะใส่แล้วไม่เบียดกับตัวเรือน ต้องมีความหนาที่หัวสายไม่มาก สายทั่วๆไปที่ลองเอามาใส่มักจะเบียดตัวเรือนและอาจจะฝากร่องรอยกับตัวเรือน ได้ ก็ต้องเลือกดูดีๆครับ สายของ PANERAI เองจะทำส่วนนี้บางทำให้ใส่สายแล้วไม่เบียดตัวเรือนครับ และเนื่องจาก buckle เย็บติดมาเลย ดังนั้นเมื่อเปลี่ยนสายก็ต้องหาหัว buckle ขนาดที่เหมาะกับสายด้วย เช่นสาย 26x24  ก็ต้องใช้หัวเข็มขัดขนาด 24mm หรือถ้าเป็นสาย  26x26 ก็ต้องใช้หัวเข็มขัดขนาด 26mm


Buckle เย็บติดสายมาเลย


สายที่มากับนาฬิกา รัดหมอนไว้เฉยๆก็ดำได้

อุปกรณ์อื่นๆ Packaging
ก็ เหมือนกับรุ่น Special Edition อื่นๆของ Panerai  ซึ่งจะมาพร้อมกล่องขนาดใหญ่พิเศษ จากรูปจะเห็นว่าใหญ่กว่ากล่องของรุ่นปกติอยู่พอสมควรเลยครับ กล่องนี้มาพร้อมกุญแจล๊อคด้วย คงทำไว้เท่ห์ๆแหละ เพราะคงไม่มีใครล๊อคกล่องหรอกมั้ง เกิดกุญแจหายขึ้นมาจะยุ่งเปล่าๆ ภายในกล่องมีหนังสือประวัติของ PANERAI และ ใบประกัน


กล่องลูกฟูกนอกสุด ของ PAM 249 (ซ้าย) เปรียบเทียบขนาดกล่องกับ PANERAI  รุ่นปกติ (ขวา)


แกะกล่องลูกฟูกจะมีกล่องกระดาษของ PAM 249 (ซ้าย) เปรียบเทียบขนาดกล่องกับ PANERAI  รุ่นปกติ (ขวา)


กล่องไม้อยู่ในกล่องกระดาษ


เปิดกล่องไม้มาจะมีผ้ากำมะหยี่สีดำปิดของที่อยู่ข้างใน


PAM 249  นอนในกล่อง


เอกสารต่างๆพร้อมซองหนัง


หนังสือที่ผมยังไม่ได้เปิดดูเลย


กุญแจของกล่องไม้ที่ปกติคงไม่มีใครใช้

สรุป
ส่วน ตัวแล้วชอบนาฬิกาเรือนนี้มากแต่ไม่ได้นำมาใช้บ่อยนักก็เพราะว่ากระจกที่ เป็น Plexiglas นั้นเป็นรอยง่ายมาก และยิ่งนูนออกมามากด้วยแล้วยิ่งดึงดูดรอยขนแมวได้เป็นอย่างดี เพียงแค่โดนปลายแขนเสื้อก็อาจจะเป็นรอยได้ (ไม่รู้กลัวเกินเหตุหรือเปล่า) ความมีเอกลักษณ์ของ PAM 249 นั้นไม่เป็นรองใครด้วยหน้าปัด California อันเป็นจุดเด่นของรุ่นนี้ทำให้มันมีความแปลกพอที่จะดึงความสนใจจากคนทั่วไป ที่ไม่ได้สนใจนาฬิกาได้เป็นอย่างดี ดังนั้นสำหรับท่านที่มองหา Panerai สักเรือนเพื่อการสะสมโดยเน้นเรื่องความมีประวัติศาสตร์เป็นพิเศษและแฝงกลิ่น อายของ Vintage Panerai แต่เป็นนาฬิกาใหม่ที่สามารถเชื่อถือใส่ใช้งานได้จริงๆแล้ว PAM 249 ก็เป็นตัวเลือกที่ไม่ควรมองข้ามครับ ด้วยจำนวนผลิตที่จำกัดเพียง 1936 เรือนเท่านั้น ก็อาจจะต้องใช้เวลาตามหาบ้าง แต่ก็ไม่ได้หายากมากนักเพราะก็ยังเห็นมีคนขายอยู่บ่อยๆครับ

Specifications:
วัสดุตัวเรือน: Stainless Steel ขัดเงา
ขนาดตัวเรือน: 47x47mm
ความสูง(รวมกระจก) : 16mm
กลไก : ไขลานด้วยมือ Panerai OP X Calibre, ความถี่ 21600 ครั้ง/ชั่วโมง พลังงานสำรอง 56  ชั่วโมง
การบอกเวลา: นาที และ ชั่วโมง
หน้าปัด: สีดำ พร้อมพรายน้ำสว่าง
การกันน้ำ : 30m
สาย: สายหนังลูกวัวสีแทน พร้อมหัวเข็มขัดแบบเย็บติด